16 พฤศจิกายน 2554

สิ่งดี ๆ ที่มากับน้ำท่วม

สิ่งดี ๆ ที่มากับน้ำท่วม

            สิ่งที่เรากังวลใจกับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยส่วนใหญ่มุ่งไปที่เศรษฐกิจ มองไปที่รายได้ที่จะหายไป มองไปที่ความผิดพลาดของใครบางคนเท่านั้น เรามุ่งหาคนผิด แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลยสักคนเดียว น่าแปลกใจที่เราไม่เคยสำนึกผิดกับตัวเองเลย ว่าเราเกิดมาต้องใช้ทรัพยากรของโลกนี้มากน้อยเพียงใดกว่าจะตายจากไป ยิ่งคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนชั้นกลางหรือกลุ่มคนที่มีความรู้ (บ้าง) หรือบางคนที่พยายามเสนอตัวเองให้เด่นดังด้วยการชี้ให้เห็นว่าคนอื่นผิด ไม่แน่ใจว่าผมจะเข้าข่ายนั้นหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมนำเสนอคือมุมมองความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้คิดได้ปกป้องหรือเห็นใจใคร ผมมองจากคนอยู่ไกล ไม่ได้เป็นผู้ประสบภัย ด้วยความทุกข์ร้อนของผู้ประสบภัยผมทราบดีจากญาติพี่น้อง จากเพื่อนมิตรสหาย จากข่าวในแหล่งต่าง ๆ สิ่งที่ผมสามารถกระทำได้ คือการบริจาคตามกำลังที่มีอยู่ ซึ่ง ผมมั่นใจว่าหลายคนที่พอช่วยได้เต็มใจช่วยเหลืออย่าางสุดกำลังที่ทำได้ หรือหากมีกิจกรรมที่สามารถเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ก็ทำเสมอ ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นคนดีที่ควรยกย่องและควรปฏิบัติตาม เพราะมีพี่น้องคนไทยหลายล้านคนก็กำลังทำเช่นเดียวกัน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน เพื่อให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายเช่่นนี้ไปได้ โดยที่ไม่มีการสูญเสียมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ภาพของการร่วมแรงร่วมใจ เป็นภาพที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่มีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้น แต่ยังมีกลุ่มบางกลุ่ม (โดยเฉพาะนักการเมือง) ยังทำตัวเป็นเป็นเจ้าเป็นนายโดยไม่รู้จักที่มาของตัวเอง นี้แหละเป็นบททดสอบว่าใครคือตัวแทนของประชาชนได้จริง ๆ เมื่อถึงวาระจะเลือกตั้งใหม่ ก็จำไว้ให้ดีสำหรับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ พลังของประชาชนนี่แหละผมว่าทรงพลังที่สุดที่จะนำสังคมใหม่ให้เกิดขึ้น เป็นสังคมที่น่าอยู่ คนที่เห็นแก่ัตัว เห็นแก่พวกพ้องควรหมดไปจากสังคมไทย เก็บไว้ในความทรงจำ อย่าลืม เป็นอันขาด เพราะคนดีไปทำงานแม้จะทำงานไม่เก่ง แต่ก็ไม่ได้สร้างความเีสียหายให้เกิดขึ้นมากมายเท่าคนเก่งแล้วเลว ผมพูดเลยไปเกินกับน้ำท่วมไปมากสักหน่อย แต่สิ่งที่มองเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ คือ บทเรียน สำหรับเราทุกคน เราควรกลับมาสำนึกตนต่อการใช้่ทรัพยากรธรรมชาติ เราควรตระหนักเห็นคุณค่าและภัยธรรมชาติ ที่ไม่มีใครบอกเตือนได้ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ บทเรียนที่เราควรเปลี่ยนหลักสูตรในสถานศึกษา ให้คนรุ่นใหม่สามารถที่จะดำรงตนอยู่ได้ในยามมีภัยธรรมชาติใหญ่ ๆ กิจกรรมลูกเสือของต้องปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุับัน พอเกิดเหตุการณ์เข้าจริง คนส่วนใหญ่กลายเป็นตื่นข่าว ตระหนกตกใจกับข่าวจนเกิดความหวั่นกลัว อกสั่นขวัญแขวนกันเลยทีเดียว หากเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คนจะไม่ตายไปมากกว่านี้หรืออย่างไรกัน บทเรียนที่เราควรกลับมาคิดกันใหม่ว่าไม่ควรเอาชนะธรรมชาติ ควรรักษาธรรมชาติ และอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ไม่อวดอ้างว่ามนุษย์นี้ยิ่งใหญ่เกินใครในแผ่นดิน เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราเอาชนะไม่ได้ก็คือธรรมชาติ นั่นก็คือความตาย

02 พฤศจิกายน 2554

ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ หรือแบบไม่เหมือนใคร

แป๊บ ๆ จะครบวาระ ๔ ปีของท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ความฮิตฮอทของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ก็แผ่วไปตามผลงาน และกาลเวลา การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการครั้งที่แล้วผ่านไปเมื่อ ค.ศ.๒๐๐๘ จะครบวาระในปีหน้า ซึ่งก็อีกไม่นานแล้ว การกำหนด ๑ วาระของการเป็นนายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดีของผู้นำในระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่ถูกกำหนดไว้ ๔ ปี เหตุผลของการกำหนดไว้เช่นนี้มันมีหลักการอะไรไม่แน่ใจนัก แต่ผมสันนิฐานตามความคิดของผมเอง ผมคิดว่าใน ๑ วาระควรที่จะให้โอกาสในการให้ผู้นำได้มีโอกาสได้นำนโยบายที่หาเสียงไว้สู่ การปฏิบัติ หากผลปรากฎออกมาเช่นไร ไม่เป็นที่พอใจของประชาชนก็ไม่ควรเลือกให้เข้ามาสู่การเมืองอีกต่อไป สำหรับ หลักการของประชาธิปไตย คือ อำนาจทั้งหลายเป็นของประชาชน แต่ประชาชนก็ไม่ได้เป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ต่อประเทศเท่า ๆ กัน สำหรับประเทศไทย ผมเฝ้ามองมาตั้งแต่ผมสนใจการเมืองการปกครองของประเทศไทยเมื่อ ๘ ปีก่อน เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่อให้เห็นว่าประเทศไทยเข้าใจผิดเกี่ยวกับประชาธิปไตย อยู่มาก ทั้งฝ่ายประชาชน ฝ่ายข้าราชการ ฝ่ายการเมือง เหมือนเราเองไมไ่ด้ทำหน้าที่ของตัวเองตามที่ควรจะเป็น ในฐานะผมเป็นพลเมืองของประเทศไทยนี้ิ ผมอยากแชร์ความรู้สึกต่อการเมือง ผมไม่แน่ใจว่าประชาธิปไตยที่ประเทศไทยเราปกครองกันอยู่ มันเป็นแบบไทย ๆ หรือเแบบไม่เหมือนใครในโลกที่เค้าปกครองแบบประชาธิปไตยกัน สังเกตได้จากการขับไล่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง การประท้วงเพื่อให้มีการลาออกของนักการเมืองต่าง ๆ เช่น การออกข่าวใส่ร้าย ป้ายสี จุดกระแส ทำเรื่องเล็กให้ใหญ่โต โดยใช้กระบวนของสื่อ ทั้ง ๆ ที่กระบวนการถอดถอนตำแหน่งทางการเมือง มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่นำไปสู่การขับไล่ด้วยวิธีต่าง ๆ อันไม่น่าจะอยู่ในขอบเขตของการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข บ้านเมืองของเราดูลักษณะทางภูมิศาสตร์และตำนานเราได้เปรียบ เรามีพร้อมสำหรับการพัฒนาสู่ความผาสุข เย็นใจ คนเก่งของเราทำงานด้วยปากกันเยอะเกินไป หรือผิดพลาดที่สื่อมวลชนที่ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ถูกต้อง หรือนักการเมืองไม่มีความรับผิดชอบ ขาดคุณธรรม หรือประชาชนด้อยโอกาสทางการศึกษา ถูกชี้นำและชักจูงได้ง่าย หรือกระบวนการทางสังคมเราไม่เข้มแข็ง หรือกฎหมายเราไม่เพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่นอันเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของการทำให้บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ การเมืองไทยเรามีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น นั่นแสดงให้เห็นว่ากระบวนการตรวจสอบ และถ่วงดุลของการทำงานของภาคราชการไม่เข้มแข็งไม่ใช่หรือ ป.ป.ช สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อื่น ๆ หลายหน่วยงาน ทำงานไม่เต็มที่หรืออย่างไร ถึงปล่อยให้มีการทุจริตได้ หรือในหน่วยงานเหล่านี้ก็นิยม มีค่านิยมทุจริตได้เช่นกัน ตามที่ผมสังเกตเห็นเหตการณ์ต่าง ๆ ในบ้านเรา มัักนำเรื่องของการไม่จงรักภักดี ทุจริต เป็นกระแสของการฉุดผู้นำลงจากอำนาจ ผู้นำประเทศจะเปลี่ยนแปลงอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ทุกเรื่อง หากประชาชนมีมันสมอง มีปัญญา แต่ควรมีกระบวนการที่มีหน้าที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา เห็นแก่บ้านเมืองเป็นหลักแล้วอะไรย่อมเป็นไปได้ด้วยดี นึกถึงประเทศอื่น ๆ อย่างญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ ล้วนเป็นแบบอย่างการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ทำไมผมกลับไม่เคยรู้จักเหตุการณ์ที่ทหารสหรัฐอเมริกายึดอำนาจ ประธานาธิบดี หรือทหารอังกฤษยึดอำนาจนายกรัฐมนตรีอัีงกฤษ ทั้งทหารอเมริกาทั้งเก่งและมีอาวุธมากมายก่ายกอง เพราะอะไรทำไมเค้าไม่ทำกัน เพราะสามัญสำนึกของคำว่าพลเมืองเค้ามีอยู่มาก ไม่มีการแบ่งแยก แบ่งฝ่าย หรือเป็นจากนิสัยพื้นฐานของคนไทย ชอบจับกลุ่มนินทา จึงชอบมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่นึกว่าเป็นพลเมืองไทยเหมือนกัน มีอัตลักษณ์ของแต่ละภาคที่แตกต่างกันเกินไปหรืออย่างไร ถ้าเป็นอย่างนั้น อำนาจการบริหารควรจะคือให้ท้องถิ่น เช่นให้แต่ละจังหวัดเลือกตั้งผู้ว่าราชการเอง โดยใช้งบประมาณจากท้องถิ่นเอง ยกเลิกให้มีระบบผู้ว่าราชการที่เป็นข้าราชการเสียให้หมด จะได้ไม่ทับซ้อนกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าสามัญสำนึกต่อบ้านเมืองสำคัญที่สุด ลดความเห็นแก่ตัวและพวกพ้องให้น้อยลง กลับมาพัฒนาคนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ควรพัฒนาคนให้เป็นหลักที่มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะดำรงอยู่ต่อไปในแผนที่โลก ใบนี้

25 ตุลาคม 2554

ธรรมาธิปไตย หัวใจของการปกครองให้สังคมมีสุข

ธรรมาธิปไตย 
หัวใจของการปกครองให้สังคมมีสุข

         หลายประเทศในโลกยังมีความวุ่นวายจากการแย่งชิงอำนาจในการปกครอง อันสร้างความเดือนร้อน วุ่นวาย แม้บางครั้งต้องแลกด้วยชีวิตก็ต้องยินยอม การต่อสู้ที่ยื้ดเยื้อที่ต้องแลกทั้งชีวิตและเวลา ยาวนานเท่าใดไม่รู้ สิ่งหนึ่งที่สังคมทั่วโลกต้องการ คือระบบการปกครองที่ส่งเสริมความเป็นธรรมอย่างเสมอภาค คำว่าเป็นธรรมอย่างเสมอภาค ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเท่าเทียมกัน การอธิบายคำว่าเป็นธรรมอย่างเสมอภาค ยากพอกันกับการอธิบายคำว่า ความเป็นกลาง ด้วยความช่างสังเกตของผมที่เห็นว่าการปกครองแบบใดก็ตามที่ให้ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคได้มากกว่า คนก็จะเรียกร้องหาการปกครองแบบนั้น คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยจะนำมาซึ่งความเสมอภาคและเหมาะสม ประชาธิปไตยหมายถึง อำนาจทั้งหลายเป็นของปวงชน เป็นของประชาชน จึงมีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเข้าไปใช้อำนาจแทนตน โดยมีการออกกฎหมาย บริหารประเทศ ล้วนมาจากอำนาจของประชาชนผู้ที่ให้สิทธิในการใช้่อำนาจนั้น ๆ แต่กลับกันหากคนที่ได้รับอำนาจนั้นมีคุณธรรมเพียงพอ เห็นประโยชน์สุขของเจ้าของอำนาจเป็นที่ตั้ง บ้านเมืองย่อมมีความเจริญรุดหน้าไป แต่ทุกวันนี้บ้านเมืองที่เป็นเช่นนั้นก็ยังมีปัญหาอยู่มาก มันเกิดจากปัญหาใดกันแน่ แม้สังคมญี่ปุ่นที่ได้ขึ้นชื่อว่าประเทศที่นักการเมืองที่มีสปิริตทางการเมืองสูงประเทศหนึ่ง แต่ปัญหาสังคมของญี่ปุ่นก็มีอยู่มาก ปัญหาทางเศรษฐกิจก็มีอยู่มาก มันเกิดจากอะไรกันแน่ ทำไมปัญหามันยังเหลืออยู่มาก เพราะโลกเรานี้มันไม่สมดุลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เราสอนกันผิดที่ผิดทาง ที่ว่าผิด เพราะลืมสอนกันเรื่องทำอย่างไรให้สังคมน่าอยู่ ไม่ใช่สอนกันว่าทำอย่างไรให้เข้ากับสังคมได้ ท่ามกลางสังคมอันมีเคี้ยวคม ควรต้องสอนคนรุ่นใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งในการทำสังคมให้อยู่ สังคมจะเป็นสุขได้ต้องเป็นสังคมที่มีธรรม สังคมจะมีธรรมได้ คนในสังคมก็ต้องมีธรรม ธรรมอะไรที่ทำให้สังคมเป็นสุข อย่างน้อย ๆ ก็ควรมี หิริ โอตัปปะละ มีความละอาย และเกรงกลัวต่อการทำบาปทั้งปวง

11 ตุลาคม 2554

น้ำลด ตอจะผุด

น้ำลด ตอจะผุด
   
        เห็นภาพของการร่วมมือ ร่วมใจของคนไทยอีกครั้ง เมื่อประเทศต้องเจอกับภัยธรรมชาติ ดูเหมือนธรรมชาติเตือนให้คนไทยกลับมารักกันอีกครั้ง เห็นความจริงจังของแ่ต่ละฝ่ายในการร่วมแรงแข็งขันในการทำงาน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แม้จะยังมีบางพวก บางเหล่า ที่ไม่เข้าพวก ที่คอยแต่จะกระแนะกระแหน๋ ส่อเสียด เดียดแทงให้ผู้อื่นได้รับความเจ็บช้ำจากคำพูด จะพูดให้เจ็บปวดได้เท่า ให้คนอื่นตกที่นั่งลำบากมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นการดีื นี่แหละทาสแท้ของมนุษย์ ซึ่งคนดีจริงเค้านำแต่สิ่งดีของผู้อื่นมาเล่าขาน ยังมีกลุ่มก้อนที่จะสร้างความเสียเปรียบ และได้เปรียบในสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังโดนธรรมชาติลงโทษอยู่ในขณะนี้ ประชาชนคนไทยควรได้เวลาที่จะลงโทษนักเลือกตั้งบางคนด้วยเช่นกัน จงมีตาสว่างกันบ้างเถิด เลิกมองที่พรรค จงมองที่มุมมองของคนนั้น ต่อบ้านเมืองเป็นอย่างไรเห็นแก่ประเทศชาติมากน้่อยเพียงใด 
       นักวิทยาศาสตร์หลายท่านออกมาแาสดงทัศนะของการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งมุมต่าง ๆ ต้องตกตะลึง บ้างก็บอกว่าปีหน้าอาจจะเป็นปีหายนะของโลกใบเล็ก ๆ ใบนี้ หรืออาจจะเป็นปี 2013 หากเราเชื่อก็อาจจะสร้างความตระหนก ตกใจ สร้างความผวาให้กับเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หากเป็นเช่นนั้นจริง เราควรจะทำอะไรก่อน และต้องเตรียมตัวอย่างไร แล้วเราต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ดูแค่น้ำท่วม อันเกิดจากฝนตกหนักไม่กี่วัน หากเกิดภัยธรรมชาติที่มากกว่านี้ เช่น แผ่นดินไหว พร้อม ๆ ฝนตกหนัก ซึ่งอาจจะทำให้เขื่อนใหญ่ในหลายจังหวัด แตกก็เป็นได้ ประเทศไทยเรามีความพร้อมในการรับกับปัญหาเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด บ้านเมืองเรายังต้องเถียงกันอีกนานแค่ไหนถึงจะลงมีสร้างความพร้อมให้กับประชาชน เพื่อรองรับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ประเทศต้องอยู่ภาวะแห่งความเสี่ยงแค่ไหนหากยังต้องเถียงกันอีกต่อไป ซึ่งที่เถียง ๆ กันอยู่นั้นเพื่อคนเป็นกลุ่ม ๆ เท่านั้น เมื่อไหร่การทำงานของภาคราชการจะทำเพื่อทุกคนที่เป็นมนุษย์ มองว่าเป็นมนุษยชาติ เมื่อไหร่ภาคราชการ ภาคการเมือง ภาคนักวิชาการ ภาคธุรกิจ ทุกภาคส่วนจะมองปัญหาเหล่านี้คือปัญหาของทุก

          เมืองไทยเราได้ขึ้นชื่อว่าเมืองที่มีพระพุทธศาสนาที่มั่งคง ศาสนาที่สร้างความสงบสุขให้กับประเทศนี้มายาวนาน แต่ดูนักเลือกตั้ง นักสร้างภาพ ใช้เป็นแค่เครื่องมือในการดำรงอยู่ มีที่ยืนในสังคมเท่านั้น หากเข้าใจชีวิตจริงอะไรไม่ หากสังคมนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง สังคมจะพัฒนาได้ไปไกลเพราะยอมรับในสิ่งที่เป็นจริง มีปัญหาก็ยอมรับว่ามีปัญหา และลงมือแก้ไข แก้ไขไม่ได้ยอมรับว่าแก้ไขไม่ได้ ต้องยอมให้คนที่หรือทีมงานที่แก้ปัญหาได้เข้ามาแก้ไขปัญหา สังคมไทยเรียกร้องคำว่า "Spirit" หรือจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์อยู่ ไม่หน้าด้าน ทานทนเท่านั้น คนที่เป็นผู้นำดูเหมือนจะถูกจับตามองเรื่องของคำว่า Spirit มากว่าคนอื่น ๆ เพราะต้องแบกรับภาระและหน้าที่ของทีมงานด้วย ผู้ที่คนนำต้องยอมรับและรับผิดชอบต่อทีมงานด้วย ภาพแรกที่เห็นท่านนายกและอดีตนายกร่วมกันแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหา เป็นภาพที่เห็นได้อยาก ต้องยกเครดิตของความใจกว้างของท่านนายกที่เห็นประโยชน์บ้านเมืองกว่าหน้าตาของตัวเอง ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าท่านไม่มีปัญญาแก้ไขปัญหาได้แล้ว แต่ผู้นำคือการบริหารไม่ใช่หรือ นั่นหมายถึงบริหารคนด้วยใช่หรือไม่ นี่แหละแสดงออกถึงควาเป็นผู้นำมากที่สุด ผู้นำไม่ใช่ผู้ที่เก่งที่สุด เก่งทุกเรื่อง แต่อย่างไรเสีย การดำเนินเรื่องต่าง ๆ ก็เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง อย่าทำเป็นเหมือนสร้างภาพ ให้ทุกอย่างดูดี เดี๋ยวจะเป็นเมื่อน้ำมาทุกอย่างก็มืดมิด มองไม่เห็นอะไร แต่พอน้ำลด อะไร ๆ ก็โผล่น้ำมาให้เห็น น่าเกลียดน่ากลัวกันไป 

               สุดท้ายแล้ว คำว่า "อัตตาหิ อัตตโนนา โถ : ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" ยังใช้ได้เสมอ เราต้องเตรียมพร้อมกับทุกสิ่งที่จะเกิดในอนาคต เชื่อได้แน่ว่าต้องเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายแล้วต้องใช้ชีวิตประดุจว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตเรา นั่นแหละดีที่สุดครับ

06 กรกฎาคม 2554

กัมพูชา กลั้นความดีใจไม่ไหว เพื่อไทยชนะ

ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร
กัมพูชา กลั้นความดีึใจไม่ไหวเพื่อไทยชนะ

                กัมพูชาฉลองกันใหญ่หลังพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เหมือนกันว่าตัวเองชนะการเลือกตั้งซะงั้น เหมือนมีนัยาสำคัญบางประการ ถึงกลั้นความดีใจไว้ไม่ได้ ถึงกับออกมาฉลองแชมเปญกันยกใหญ่ ราวกับว่าเป็นพรรคพวกเดียวกัน ด้วยสงสัยใคร่รู้ของผมเองที่มักมีตามปกติ จึงได้วิเคราะห์คิดหาเหตุผลด้วย 2 แง่มุมเพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยว่าผมเข้าข้างใฝ่หนึ่งฝ่ายใด

ประเด็นแรก การประสานงานเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องชายแดนดูเหมือนจะราบรื่นมากขึ้น เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลของสมเด็จฮุนเซน และมองว่ากัมพูชาเป็นศัตรตรู หากมองย้อนไปในอดีต จะพบว่าความสัมพันธ์ของสมเด็จฮุนเซนกับ พ.ต.ท. ทักษิณ มีลักษณะเพื่อนที่สนิทสนมกันมากอยู่พอสมควร การพูดคุยก็มองว่าจะเป็นเรื่องง่าย แต่การจะยกแผ่นดินเป็นของกัมพูชาก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสังคมกำลังจับตามองอยูเป็นจำนวนมาก และคงไม่มีคนไทยคนใดต้องการยกแผ่นแม้แต่ 1 มิลิเมตรให้กับผู้ใด

ประเด็นที่ 2 ผมมองว่าระบบการทูตของทั้ง 2 ประเทศล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ที่มีอำนาจทางการทูตมีเพียงนายกรัฐมนตรีหรือพรรคการเมืองเดียวเท่านั้นหรือ หากวันดีคืนดีประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ได้พรรคการเมืองที่ไม่ถูกกันเลยมาเป็นรัฐบาลเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี เรื่องจะเป็นอย่างไร มองไปได้ถึงการเจรจาระดัีบต่าง ๆ ไม่ไ้ด้ผล หรือว่าผู้นำไม่มีความเป็นมิตรกับพรรคตรงกันข้าม

      อย่างไรก็ตามแต่ เพียงข้ามคืนหลังจากผลการเลือกตั้งปรากฎชัดออกมา พร้อมทั้งว่าที่รัฐมนตรีทั้งหลาย ดัชนีหุ้นทั้งในไทยและภูมิภาคมีการขานรับอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่จะเป็นเพียงระยะสั้นหรือระยะยาวก็ต้องตามดูกันต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไ้ด้สัมผัสการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ทุกคนอยากใช้สิทธิในการเลือกตั้ง และสอบถามไปว่ามีการซื้อเสียงหรือไม่ ปรากฎว่ามีไม่การซื้อสิทธิเลย (หมายถึงในหมู่บ้านของผมนะครับ) ซึ่งแตกต่างจากครั้ง ก่อน ๆ ที่เคยมีการเลือกตั้ง เหมือนครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างหนึ่ง คือ "คนไทยอยากใช้สิทธิในการเลือกตั้ง"

04 กรกฎาคม 2554

เสียงส่วนใหญ่ที่คนไทยไม่เคยเคารพ

เสียงส่วนใหญ่ที่คนไทยไม่เคารพ
           ผมเป็นอีกคนที่เป็นเสียงส่วนน้อย แต่มีความเคารพในเสียงส่วนใหญ่ในประเทศ บางอย่างก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกนโยบายของแต่ละพรรคออกมานำเสนอกับประชาชนคนไทย แต่ก็ต้องจำเป็นในการเลือกพรรคที่คิดว่า ทำได้บ้าง (ถึงแม้จะไม่ทั้งหมด) ผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นที่แน่ใจว่าอีกไม่นานก็จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง หมุนเวียนไปตามวัฎจักรของการปกครองในบ้านเมืองแบบประชาธิปไตย ในการปกครองใดๆ ก็ตามแต่ ประชาชนมีความต้องการที่สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะสังคมประชาธิปไตย สังคมนิยม หรือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ตามแต่ การกินดีอยู่ดี การรู้สึกปลอดภัย มั่นคง อบอุ่น นั่นคือคำตอบที่ทุกสังคมต้องการ ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร สังคมไทยเราเป็นสังคมประชาธิปไตย ต้องยอมรับความเห็นของคนส่วนใหญ่ แล้วนับจากนี้ไป ๔ ปีก็ต้องปล่อยให้กลุ่มพรรคที่ได้รับการเลือกบริหารได้เต็มที่ หากไม่ดีอย่างไร อีก ๔ ปี เราก็เลือกใหม่ ตัดสินใหม่ สังคมไทยควรเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีวัฒนธรรมที่ดีงาม และพัฒนาสู่การเมืองที่ทำให้การเมืองกล้าที่จะรับผิดชอบ กล้าที่จะไม่หน้าด้านอยู่ต่อไปหาไม่มีความสามารถพอ โดยที่เราไม่ต้องขับไล่ประการใด สังคมไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวในการยึดกฎกติกาบ้านเมือง

27 มิถุนายน 2554

ว่าที่ นายก ประเทศไทย

ว่าที่ นายก' ประเทศไทย
เขาพระวิหาร
           ด้วยความสงสัยใคร่รู้ของผมเองไม่ใช่ของผู้ใด แต่เป็นข้อสังเกตส่วนตัว มิได้เกี่ยวข้องกับผู้ใด ประเด็นแรกที่ผมตั้งข้อสงสัย ว่าเพราะเหตุใด การแก้ไขปัญหาเข้าพระวิหารทำไมถึงได้ล่าช้า กลายเป็นประเด็นทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่จริง หากเราคนไทยเสียดายและต้องการเขาพระวิหารเป็นของไทยจริง ทำไมไม่ร้องต่อศาลโลกก่อที่อายุความจะหมดลง (๑๐ ปี) ซึ่งเราก็มีโอกาสในการหาข้อมูลตั้ง ๑๐ ปี แล้วทำไมเพิ่งมาเสียดายซะตอนนี้ (อย่าได้หาว่าผมไม่รักแผ่นดินนี้นะ ผมรักแผ่นดินไทยยิ่งกว่าชีวิตนี้ และรักมากกว่านักการเมืองที่ดีแต่พูดบางคนด้วย) และทำไมเพิ่งมาปลุกกระแสของการเอาคืนปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งศาลโลกตัดสินไปนานแล้ว ถึงแม้จะเรียกร้องว่าการปักปันเขตแดนจะถือสันปันน้ำก็ตามที แต่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้ว การที่ประเทศไทยอยู่ในโลกใบนี้ที่ก็ต้องถือว่าศาลโลกเป็นที่สุด นอกเสียจากหาแนวทางอื่น (ไม่แน่ใจว่าจะร้องต่อศาลโลกใหม่อีกครั้งได้หรือไม่) การที่นำประเด็นของปราสาทเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นในการหาเสียง และเป็นนโยบายของการเอาคืนปราสาทเขาพระวิหาร แต่ผมในฐานะคนไทย ก็อยากเห็นปราสาทเขาพระวิหารเป็นของไทย แต่ผมยอมรับในคำตัดสินของศาลโลก แล้วก็ยอมรับการกระทำ (ผู้แทนประเทศไทยในขณะนั้น พ.ศ.๒๕๐๕) ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นมานี้ ผมยังไม่ทันได้เกิดด้วยซ้ำไป ผมเกิดขึ้นมาแล้วคดีก็หมดอายุความที่จะร้องอุทธรณ์ได้แล้ว นึกย้อนไปถึงอดีตจะว่าไปแล้วเราก็เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมเสียด้วยซ้ำไป แต่คนไทยลืมนึกถึงไป คิดว่าประเทศไทยยิ่งใหญ่จะไม่เอาใครได้ก็อย่างนั้นหรือ นักการเมืองเอากระแสของการเป็นชาตินิยมมาเป็นนโยบายหาเสียง เพื่อให้ตัวเองได้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง ไม่ว่าเจตนาอย่างไรก็ตามที แต่สิ่งที่ผมคาดหวังจากนักการเมือง หรือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด คือ "ความรับผิดชอบ" ไม่ว่าจะรับผิดชอบอะไรก็ตามทีในการบริหารประเทศ หากพบว่ามีรัฐมนตรีในคณะของคุณมีการทุจริตทำไมคุณยังนิ่งเฉย ไม่รับผิดชอบในอำนาจที่คุณควรทำได้ ทำไมไม่แสดงภาวะผู้นำที่มีคุณธรรมและจริงใจต่อประเทศ จริงใจต่อประชาชน เชื่อเถอะว่า "คนไทยไม่ได้โง่ คนไทยยังรักคนที่ทำดี มีความรับผิดชอบ คนไทยยังชื่อชมการทำความดี และแสดงออกซึ่งความซื่อสัตย์" คนไทยไม่ทอดทิ้งให้คุณเป็นคนที่ถูกลืมเป็นแน่ ขอเพียงคุณ "นักการเมือง" กล้าที่จะแสดงออกจริงใจ รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ และมีภาวะผู้นำที่ชัดเจน และมีความรู้อย่างสง่างาม  ผมคนหนึ่งละที่จะไม่ทอดทิ้งคุณ...

16 มิถุนายน 2554

ประชาชนต้องสมานฉันท์...ไม่ใช่นักการเมือง

นโยบายประชานิยม...ประเทศล่มจม...
                  ด้วยความสำเร็จของการนำนโยบายประชานิยมมาใช้ของสมัยรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร ถึงแม้จะประสบความสำเร็จและเกิดผลกับประชาชนชาวรากหญ้าชัดเจน แต่มีผู้คนมากมายในสังคมยังไม่พอใจ และมีการเรียกร้องหาความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล จนนำมาซึ่งการปฏิวัติ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเหมือนกระดาษไร้ค่าแผ่นหนึ่งเท่านั้น พอมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังมีการนำประชานิยมมาใช้อย่างแพร่หลาย และใช้แบบมั่วซั่วไปใหญ่ ก่อนอื่นต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าผมไม่ใช่เชียร์ใคร แต่มองจากผู้ที่รับข้อมูลมาทั้ง ๒ ด้าน และมากพอที่จะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับการนำประชานิยมมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง และนำมาซึ่งรายจ่ายที่มองไม่เห็นว่าจ่ายไปเพื่ออะไรกันแน่ แถมยังดูหมิ่นประชาชน ไปมากมาย เป็นที่แน่ใจว่าประชาชนคนไทยต้องถามกันก่อนว่าคุณสีอะไร ก่อนที่จะพูดพาปราศัย ยากที่จะกลับมาสมานใจกันได้ดังเดิม แต่สิ่งที่นักการเมืองจะทำให้ประชาชนสมานฉันท์กันได้ต้องอกมาขอโทษประชาชนที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เลิกการทุจริตโดยสิ้นเชิง แม้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง หากนักการเมืองที่จริงใจต่อประชาชน และจริงใจต่อประเศชาติจะต้องกล้าที่จะทำสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังได้

14 มิถุนายน 2554

นิรโทษกรรม...คนไทยได้อะไร



นิรโทษกรรม...คนไทยได้อะไร
       
          บทความนี้ผมมิได้คัดลอกจากที่ใด เป็นความคิดที่ผมนึก วิเคราะห์ขึ้นมาเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากมีความผิดพลาดประการใดมิได้จงใจสร้างความร้าวฉานในบ้านเมืองแห่งนี้ ขณะที่มีการหาเสียงเลือกตั้งในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ อย่างคึกคัก มีการกล่าวหากันทางการเมืองอย่างโกลาหน เสมือนว่าบ้านเมืองไม่ปกติสุข คำว่า "นิรโทษกรรม" มีนัยทางการปกครองอยู่หลายประการ ประการแรกคือ จะนิรโทษกรรมได้ ผู้นั้นได้กระทำความผิดไม่ว่าจะทางแพ่งหรือทางอาญา ประการที่สองผลการนิรโทษกรรมจะต้องได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายของผู้ได้รับความกระทบกระเทือนและฝ่ายต้องโทษ มองย้อนกลับมาที่กรณีคุณทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ท่านยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้กระทำความผิด นั่นแสดงว่ากระบวนการที่จะมีการนิรโทษกรรมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และกระบวนการปรองดอกจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และย้อนกลับไปยิ่งกว่านั้น สมัย คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ที่ได้ทำการปฏิบัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ทิ้งไป ถ้าเอาความตามกฎหมายมีความผิดสูงสุดเท่าที่มีการลงโทษอยู่ในประเทศไทย แต่ก็มีการนิรโทษกรรม เพราะมีการกระทำความผิดไปจริง ถึงมีการนิรโทษกรรมได้ ในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (๒๕๕๔) ที่ได้ชื่อว่านายกจากค่ายทหารนั้น มีมุมมองว่าคุณทักษิณได้ถูกศาลพิพากษาให้มีความผิดในคดีที่ดินรัชดาแล้ว ต้องได้รับโทษตามกฎหมายและจะต้องได้รับโทษถึงจะ "ให้อภัยได้" นี่เอากันถึงพริกถึงขิงกันตรงนี้ แต่กลุ่มนปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือมวลชนเสื้อแดง) มีความเห็นท่าต่างออกไป คือ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้รับความเป็นธรรม มีการปฏิวัติ แล้วแต่งตั้งคณะทำงานมากมายเพื่อตรวจสอบคุณทักษิณ แต่ผลปรากฎออกมาก็ไม่ปรากฎอะไรมากนัก เท่าที่สังคมคาดหวังว่าจะเจออะไรมากมาย เหมือนดังที่กล่าวหากัน ชุมชนคนเสื้อแดงจึงเกิดความสงสารคนที่ทำงานให้ประชาชน (ถึงระดับรากฐานของสังคม) ต้องเจอชะตากรรมเช่นนี้ แต่นายกคนปัจจุบันจะต้องเอาอดีตนายกเข้าตะรางให้ได้ มันเกิดความขัดแย้งอยู่ตรงนี้ ผมจึงมีความฝันไกลไปถึงการนิรโทษกรรมในแบบของผมโดยมีการยอมความกันดังนี้ (ซึ่งควรเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง)
๑. คุณทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมเสียภาษีย้อนหลังตอนที่ซื้อขายหุ้นเพื่อเป็นการคืนความรู้สึกและขอโทษคนไทย พร้อมทั้งกลับมาสู้คดีให้ถึงที่สุด (หรือยอมเข้าตะรางไป)
๒. คุณอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (๒๕๕๔) ขอโทษประชาชนในการสั่งการสลายการชุมชมคนเสื้อแดงจนมีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยคน พร้อมทั้งสรุปผลการสลายการชุมชมโดยไวที่สุด (ไม่ควรเกิน ๓๐วัน)
๓. หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดควรได้รับการจัดตั้งรัฐบาล และหากมีออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจริง จะต้องผ่านการทำประชามติ ว่าคนกลุ่มใดบ้างควรได้รับการนิรโทษกรรม 


แค่ ๓ ประการนี้ ผมว่าน่าจะเพียงพอที่ประเทศไทยจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกันเหมือนเดิมอีกครั้ง ไม่ว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีหญิง หรือนายกรัฐมนตรีชาย หรือรัฐมนตรีเก้งกวาง ก็ตามที ประเทศนี้ย่อมเดินไปได้ (หากผู้นำไม่วิปริตจนเกินไป)

แต่ความหวังของผมคงจะเป็นจริงได้อยาก เนื่องจาก ผู้เหล่านี้เห็นประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง (ขออภัยด้วยนะครับ มิใช่จงใจหมิ่นประมาท แต่ด้วยอยากเป็นประเทศนี้เห็นการขอโทษกัน ต้องการเห็นความเห็นอกเห็นใจกัน) แต่ผู้คนเหล่านี้ยังไม่เป็นตัวอย่างให้ประชาชน ให้คนที่ขัดแย้งกันในเบื้องล่างไม่ให้อภัยกัน เลิกพูดแล้วทำสิ่งที่สมควรทำต่อประชาชนคนไทย 

การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนมีตังค์

การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนมีตังค์
                  
        ยิ่งการเลือกตั้งจะมาถึงการหาเสียงส่วนใหญ่เริ่มดุเดือดเผ็ดมัน แต่ไม่มีความเค็ม มีเท่าไหร่ทุ่มกันลงไป แม้ประกาศของของ กกต. จะมีกำหนดเพดาน แต่เป็นที่เชื่อแน่ว่า ว่าที่ ส.ส. บางท่านต้องเกินเลยไปอย่างไร้ล่องลอย ตรวจสอบไม่ได้ แต่อย่างว่าครับ มันกลายเป็นอาชีพไปเสียแล้วสำหรับ ส.ส. หากไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ไม่รู้จะไปทำอะไรกันได้อีก ด้วยความเชื่อส่วนตัวของผมเองว่า หากผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ผมว่าไม่มีวันสอบตก และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอยู่ดี แม้ว่าสังคมไทยยังมีคลื่นของการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงกันอยู่ แต่เชื่อได้เลยว่าคนไทยมีการศึกษาสูง และดีขึ้นทุกปี จำนวนคนที่คิดเป็น วิเคราะห์ได้มีเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ จากการที่ผมสัมผัสจาการนั่งรถเมย์ เดินผ่านฝูงชน ย่อมได้ยินเสียบ่น ก่นด่า นักการเมืองปากดีตอนหาเสีย เงียบหง๋อย ตอนเข้าสภา อย่าคิดว่าประชาชนไม่ได้ติดตามว่าทำเป็นอย่างไร 

      นักการเมืองรุ่นใหม่ต้องได้ใจประชาชน ทำงานจริง เข้าถึง และรับใช้ประชาชนของจริงจะไม่มีวันสอบตก เหมือนนักเรียนขยันอ่านหนังสือย่อมไม่มีวันสอบตกนั่นแหละครับ ใจซื่อ มือสะอาด ฉลาด รอบรู้ เชิดชูคุณธรรม ผู้คนก็จะนิยมชมชมเอง

16 พฤษภาคม 2554

คุณภาพการเมืองคุณภาพประชาชน


คุณภาพประชาชนสะท้อนคุณภาพนักการเมือง

         คุณภาพการเมืองคุณภาพประชาชน วันนี้ผมจะกล่าวถึงคุณภาพของการเมืองไทยกับคุณภาพประชาชนคนไทย ด้วยแง่มุมทั้งหมด ๒ ประเด็น คือ คุณภาพของคนที่เลือกตั้ง และ การเมืองไทยสร้างคุณภาพให้กับประชาชนคนไทย ประเด็นของคำว่าคุณภาพของคนที่เลือกตั้ง ระบบการเลือกตั้ง ระบบการเมืองส่งเสริมให้คนดี คนเก่ง อยากเข้ามาสู่การเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับใดก็ตาม คนการเมืองนั้นมีคุณภาพมากเพียงใด ประเด็นนี้ยังแบ่งคนกลุ่มการเมืองได้ทั้ง ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่สมัครรับเลือกตั้ง กับคนที่ไปเลือกตั้ง (ใช้สิทธิพลเมือง) ผลของการเลือกตั้งบอกถึงคุณภาพของคนทั้ง ๒ กลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน เช่น หากผลการเลือกตั้งปรากฎว่าคนดี คนเก่งไม่ได้รับการสนับสนุนให้ทำงานการเมือง ผลย่อมแสดงให้เห็นว่าคนที่ไปเลือกตั้งขาดการใช้สิทธิพลเมืองที่ถูกต้อง คำว่าสิทธิพลเมือง ต้องแสดงออกว่าสนใจในการบริหารบ้านเมือง ก่อนที่จะไปเลือกตั้งต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครแต่ละคนให้ครบถ้วน แต่คนไทยยังไม่ได้มีลักษณะของการใช้สิทธิพลเมือง มีแต่ใช้อำนาจทางการตัดสินใจด้วยคำว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ"  ซึ่งทั้ง ๒ ความรู้สึกเป็นการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ หาใช้เหตุผลในการเลือกคนเข้าทำงานการเมือง นี่จึงเป็นการบ่งบอกถึงความรับผิดชอบของคนไปเลือกตั้ง ผลของการเลือกตั้งยังส่งผลไปถึงประเด็นที่ ๒ ของผมด้วย นั่นคือ การเมืองไทยสร้างคุณภาพให้กับประชาชน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องต่อกัน หากคนไทยยังนิยมเลือกตั้งด้วยอารมณ์ขั้นพื้นฐาน ขาดการวินิจฉัยอย่างรอบครอบ รอบด้าน มีข้อมูลที่เพียงพอ แล้วบ้านเมืองยังอยู่ในภาวะถึงทางตันอยู่วันยังค่ำ สุดท้ายทหารก็ต้องออกมาใช้กำลัง ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงทาวกายภาพทางสังคมไปมาแล้ว แต่ทำไมยังเกิดคำถามว่าประเทศไทยยังวนอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ไป

อำนาจอธิปไตยคืออำนาจประชาชน


ผลของการเลือกตั้งสะท้อนคุณภาพด้านใดบ้าง
๑. คุณภาพการศึกษาของประเทศ เพราะการศึกษาทำให้คนได้คิดเป็นและรู้จักหน้าที่ของพลเมือง การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
๒. คุณภาพในการคิดวิเคราะห์ของประชาชนคนไทย เพราะการตัดสินใจในการเลือกใครสักคนเป็นผู้แทนฯ (ตัวแทน) ในการใช้อำนาจอธิไตย ลองนึกการมอบหมายให้ใครสักคนทำหน้าที่สำคัญแทนเรา ต้องเลือกให้ดีขนาดไหน การเลือกตั้งก็ต้องให้เป็นเช่นนั้น
๓. คุณภาพทางจริยธรรม เพราะหากได้คนเลวไปเป็นผู้แทนฯ หรือคนทำงานการเมือง โดยคนเหล่านั้นให้เงินหรือสิ่งของต่างตอบแทน แสดงให้ชัดว่าคนไทยที่เลือกตั้งก็ยังเห็นคุณค่าเงินหรือสิ่งของต่างตอบแทนสำคัญกว่าการพัฒนาประเทศ สนับสนุนคนโกง คนชั่วไปบริหาร ทำงานสำคัญ

             ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้กล่าวหาคนทั้งประเทศ ยังมีอีกมากที่ยังเห็นการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว เห็นการเมืองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหน่าย บุคคลที่มีอายุ ตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไป (ที่เป็นคนไทย) ก็ต้องทำหน้าที่เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ หากคนไทยรู้จักหน้าที่ของพลเมือง หน้าที่ของคนไทยที่รักประเทศชาติ ต้องแสดงออกที่การเลือกตั้งเนี่ยแหละครับ ไม่ใช่ไปประท้วง โย้ว ๆ ๆ ในสถานที่ต่าง ๆ ใช้หน้าที่ตรงนี้ให้ดี คิดวิเคราะห์ หาข้อมูลให้ครบ ตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผล และความเป็นจริง ไม่ใช่ใช่อารมณ์ "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" เป็นเครื่องมือตัดสินใจ คุณภาพการเมือง คุณภาพนักการเมือง อยู่ที่คุณภาพของคนไทย คนที่ไปเลือกตั้งนั่นแหละครับ...อย่างได้โทษใคร
Powered By Blogger