27 มิถุนายน 2554

ว่าที่ นายก ประเทศไทย

ว่าที่ นายก' ประเทศไทย
เขาพระวิหาร
           ด้วยความสงสัยใคร่รู้ของผมเองไม่ใช่ของผู้ใด แต่เป็นข้อสังเกตส่วนตัว มิได้เกี่ยวข้องกับผู้ใด ประเด็นแรกที่ผมตั้งข้อสงสัย ว่าเพราะเหตุใด การแก้ไขปัญหาเข้าพระวิหารทำไมถึงได้ล่าช้า กลายเป็นประเด็นทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่จริง หากเราคนไทยเสียดายและต้องการเขาพระวิหารเป็นของไทยจริง ทำไมไม่ร้องต่อศาลโลกก่อที่อายุความจะหมดลง (๑๐ ปี) ซึ่งเราก็มีโอกาสในการหาข้อมูลตั้ง ๑๐ ปี แล้วทำไมเพิ่งมาเสียดายซะตอนนี้ (อย่าได้หาว่าผมไม่รักแผ่นดินนี้นะ ผมรักแผ่นดินไทยยิ่งกว่าชีวิตนี้ และรักมากกว่านักการเมืองที่ดีแต่พูดบางคนด้วย) และทำไมเพิ่งมาปลุกกระแสของการเอาคืนปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งศาลโลกตัดสินไปนานแล้ว ถึงแม้จะเรียกร้องว่าการปักปันเขตแดนจะถือสันปันน้ำก็ตามที แต่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้ว การที่ประเทศไทยอยู่ในโลกใบนี้ที่ก็ต้องถือว่าศาลโลกเป็นที่สุด นอกเสียจากหาแนวทางอื่น (ไม่แน่ใจว่าจะร้องต่อศาลโลกใหม่อีกครั้งได้หรือไม่) การที่นำประเด็นของปราสาทเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นในการหาเสียง และเป็นนโยบายของการเอาคืนปราสาทเขาพระวิหาร แต่ผมในฐานะคนไทย ก็อยากเห็นปราสาทเขาพระวิหารเป็นของไทย แต่ผมยอมรับในคำตัดสินของศาลโลก แล้วก็ยอมรับการกระทำ (ผู้แทนประเทศไทยในขณะนั้น พ.ศ.๒๕๐๕) ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นมานี้ ผมยังไม่ทันได้เกิดด้วยซ้ำไป ผมเกิดขึ้นมาแล้วคดีก็หมดอายุความที่จะร้องอุทธรณ์ได้แล้ว นึกย้อนไปถึงอดีตจะว่าไปแล้วเราก็เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมเสียด้วยซ้ำไป แต่คนไทยลืมนึกถึงไป คิดว่าประเทศไทยยิ่งใหญ่จะไม่เอาใครได้ก็อย่างนั้นหรือ นักการเมืองเอากระแสของการเป็นชาตินิยมมาเป็นนโยบายหาเสียง เพื่อให้ตัวเองได้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง ไม่ว่าเจตนาอย่างไรก็ตามที แต่สิ่งที่ผมคาดหวังจากนักการเมือง หรือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด คือ "ความรับผิดชอบ" ไม่ว่าจะรับผิดชอบอะไรก็ตามทีในการบริหารประเทศ หากพบว่ามีรัฐมนตรีในคณะของคุณมีการทุจริตทำไมคุณยังนิ่งเฉย ไม่รับผิดชอบในอำนาจที่คุณควรทำได้ ทำไมไม่แสดงภาวะผู้นำที่มีคุณธรรมและจริงใจต่อประเทศ จริงใจต่อประชาชน เชื่อเถอะว่า "คนไทยไม่ได้โง่ คนไทยยังรักคนที่ทำดี มีความรับผิดชอบ คนไทยยังชื่อชมการทำความดี และแสดงออกซึ่งความซื่อสัตย์" คนไทยไม่ทอดทิ้งให้คุณเป็นคนที่ถูกลืมเป็นแน่ ขอเพียงคุณ "นักการเมือง" กล้าที่จะแสดงออกจริงใจ รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ และมีภาวะผู้นำที่ชัดเจน และมีความรู้อย่างสง่างาม  ผมคนหนึ่งละที่จะไม่ทอดทิ้งคุณ...

16 มิถุนายน 2554

ประชาชนต้องสมานฉันท์...ไม่ใช่นักการเมือง

นโยบายประชานิยม...ประเทศล่มจม...
                  ด้วยความสำเร็จของการนำนโยบายประชานิยมมาใช้ของสมัยรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร ถึงแม้จะประสบความสำเร็จและเกิดผลกับประชาชนชาวรากหญ้าชัดเจน แต่มีผู้คนมากมายในสังคมยังไม่พอใจ และมีการเรียกร้องหาความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล จนนำมาซึ่งการปฏิวัติ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเหมือนกระดาษไร้ค่าแผ่นหนึ่งเท่านั้น พอมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังมีการนำประชานิยมมาใช้อย่างแพร่หลาย และใช้แบบมั่วซั่วไปใหญ่ ก่อนอื่นต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าผมไม่ใช่เชียร์ใคร แต่มองจากผู้ที่รับข้อมูลมาทั้ง ๒ ด้าน และมากพอที่จะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับการนำประชานิยมมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง และนำมาซึ่งรายจ่ายที่มองไม่เห็นว่าจ่ายไปเพื่ออะไรกันแน่ แถมยังดูหมิ่นประชาชน ไปมากมาย เป็นที่แน่ใจว่าประชาชนคนไทยต้องถามกันก่อนว่าคุณสีอะไร ก่อนที่จะพูดพาปราศัย ยากที่จะกลับมาสมานใจกันได้ดังเดิม แต่สิ่งที่นักการเมืองจะทำให้ประชาชนสมานฉันท์กันได้ต้องอกมาขอโทษประชาชนที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เลิกการทุจริตโดยสิ้นเชิง แม้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง หากนักการเมืองที่จริงใจต่อประชาชน และจริงใจต่อประเศชาติจะต้องกล้าที่จะทำสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังได้

14 มิถุนายน 2554

นิรโทษกรรม...คนไทยได้อะไร



นิรโทษกรรม...คนไทยได้อะไร
       
          บทความนี้ผมมิได้คัดลอกจากที่ใด เป็นความคิดที่ผมนึก วิเคราะห์ขึ้นมาเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากมีความผิดพลาดประการใดมิได้จงใจสร้างความร้าวฉานในบ้านเมืองแห่งนี้ ขณะที่มีการหาเสียงเลือกตั้งในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ อย่างคึกคัก มีการกล่าวหากันทางการเมืองอย่างโกลาหน เสมือนว่าบ้านเมืองไม่ปกติสุข คำว่า "นิรโทษกรรม" มีนัยทางการปกครองอยู่หลายประการ ประการแรกคือ จะนิรโทษกรรมได้ ผู้นั้นได้กระทำความผิดไม่ว่าจะทางแพ่งหรือทางอาญา ประการที่สองผลการนิรโทษกรรมจะต้องได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายของผู้ได้รับความกระทบกระเทือนและฝ่ายต้องโทษ มองย้อนกลับมาที่กรณีคุณทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ท่านยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้กระทำความผิด นั่นแสดงว่ากระบวนการที่จะมีการนิรโทษกรรมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และกระบวนการปรองดอกจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และย้อนกลับไปยิ่งกว่านั้น สมัย คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ที่ได้ทำการปฏิบัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ทิ้งไป ถ้าเอาความตามกฎหมายมีความผิดสูงสุดเท่าที่มีการลงโทษอยู่ในประเทศไทย แต่ก็มีการนิรโทษกรรม เพราะมีการกระทำความผิดไปจริง ถึงมีการนิรโทษกรรมได้ ในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (๒๕๕๔) ที่ได้ชื่อว่านายกจากค่ายทหารนั้น มีมุมมองว่าคุณทักษิณได้ถูกศาลพิพากษาให้มีความผิดในคดีที่ดินรัชดาแล้ว ต้องได้รับโทษตามกฎหมายและจะต้องได้รับโทษถึงจะ "ให้อภัยได้" นี่เอากันถึงพริกถึงขิงกันตรงนี้ แต่กลุ่มนปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือมวลชนเสื้อแดง) มีความเห็นท่าต่างออกไป คือ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้รับความเป็นธรรม มีการปฏิวัติ แล้วแต่งตั้งคณะทำงานมากมายเพื่อตรวจสอบคุณทักษิณ แต่ผลปรากฎออกมาก็ไม่ปรากฎอะไรมากนัก เท่าที่สังคมคาดหวังว่าจะเจออะไรมากมาย เหมือนดังที่กล่าวหากัน ชุมชนคนเสื้อแดงจึงเกิดความสงสารคนที่ทำงานให้ประชาชน (ถึงระดับรากฐานของสังคม) ต้องเจอชะตากรรมเช่นนี้ แต่นายกคนปัจจุบันจะต้องเอาอดีตนายกเข้าตะรางให้ได้ มันเกิดความขัดแย้งอยู่ตรงนี้ ผมจึงมีความฝันไกลไปถึงการนิรโทษกรรมในแบบของผมโดยมีการยอมความกันดังนี้ (ซึ่งควรเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง)
๑. คุณทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมเสียภาษีย้อนหลังตอนที่ซื้อขายหุ้นเพื่อเป็นการคืนความรู้สึกและขอโทษคนไทย พร้อมทั้งกลับมาสู้คดีให้ถึงที่สุด (หรือยอมเข้าตะรางไป)
๒. คุณอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (๒๕๕๔) ขอโทษประชาชนในการสั่งการสลายการชุมชมคนเสื้อแดงจนมีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยคน พร้อมทั้งสรุปผลการสลายการชุมชมโดยไวที่สุด (ไม่ควรเกิน ๓๐วัน)
๓. หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดควรได้รับการจัดตั้งรัฐบาล และหากมีออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจริง จะต้องผ่านการทำประชามติ ว่าคนกลุ่มใดบ้างควรได้รับการนิรโทษกรรม 


แค่ ๓ ประการนี้ ผมว่าน่าจะเพียงพอที่ประเทศไทยจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกันเหมือนเดิมอีกครั้ง ไม่ว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีหญิง หรือนายกรัฐมนตรีชาย หรือรัฐมนตรีเก้งกวาง ก็ตามที ประเทศนี้ย่อมเดินไปได้ (หากผู้นำไม่วิปริตจนเกินไป)

แต่ความหวังของผมคงจะเป็นจริงได้อยาก เนื่องจาก ผู้เหล่านี้เห็นประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง (ขออภัยด้วยนะครับ มิใช่จงใจหมิ่นประมาท แต่ด้วยอยากเป็นประเทศนี้เห็นการขอโทษกัน ต้องการเห็นความเห็นอกเห็นใจกัน) แต่ผู้คนเหล่านี้ยังไม่เป็นตัวอย่างให้ประชาชน ให้คนที่ขัดแย้งกันในเบื้องล่างไม่ให้อภัยกัน เลิกพูดแล้วทำสิ่งที่สมควรทำต่อประชาชนคนไทย 

การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนมีตังค์

การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนมีตังค์
                  
        ยิ่งการเลือกตั้งจะมาถึงการหาเสียงส่วนใหญ่เริ่มดุเดือดเผ็ดมัน แต่ไม่มีความเค็ม มีเท่าไหร่ทุ่มกันลงไป แม้ประกาศของของ กกต. จะมีกำหนดเพดาน แต่เป็นที่เชื่อแน่ว่า ว่าที่ ส.ส. บางท่านต้องเกินเลยไปอย่างไร้ล่องลอย ตรวจสอบไม่ได้ แต่อย่างว่าครับ มันกลายเป็นอาชีพไปเสียแล้วสำหรับ ส.ส. หากไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ไม่รู้จะไปทำอะไรกันได้อีก ด้วยความเชื่อส่วนตัวของผมเองว่า หากผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ผมว่าไม่มีวันสอบตก และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอยู่ดี แม้ว่าสังคมไทยยังมีคลื่นของการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงกันอยู่ แต่เชื่อได้เลยว่าคนไทยมีการศึกษาสูง และดีขึ้นทุกปี จำนวนคนที่คิดเป็น วิเคราะห์ได้มีเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ จากการที่ผมสัมผัสจาการนั่งรถเมย์ เดินผ่านฝูงชน ย่อมได้ยินเสียบ่น ก่นด่า นักการเมืองปากดีตอนหาเสีย เงียบหง๋อย ตอนเข้าสภา อย่าคิดว่าประชาชนไม่ได้ติดตามว่าทำเป็นอย่างไร 

      นักการเมืองรุ่นใหม่ต้องได้ใจประชาชน ทำงานจริง เข้าถึง และรับใช้ประชาชนของจริงจะไม่มีวันสอบตก เหมือนนักเรียนขยันอ่านหนังสือย่อมไม่มีวันสอบตกนั่นแหละครับ ใจซื่อ มือสะอาด ฉลาด รอบรู้ เชิดชูคุณธรรม ผู้คนก็จะนิยมชมชมเอง
Powered By Blogger